“ข้าวไทย” ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ มุ่งเน้นตลาดพรีเมียม–กำหนดเขตโซนนิ่ง–เล่าเรื่องสินค้า และเชื่อมโยงตลาดโลกครบวงจร
ประเทศไทยกำลังยกระดับการพัฒนาข้าวครั้งสำคัญ ด้วยการปรับแนวคิดจาก “การผลิตเพื่อปริมาณ” ไปสู่ “การผลิตเพื่อมูลค่า” ผ่านการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ข้าวกับตลาดอย่างเป็นระบบ โดย
นาย อานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาตร์ตลาดข้าว โดย วางทิศทางใหม่ของการบริหารจัดการข้าวจาก “การผลิต” สู่ “ตลาด” ด้วยโซนนิ่งและกลยุทธ์ เฉพาะ ว่าแนวทางสำคัญ คือการ “โซนนิ่งข้าว” จัดกลุ่มพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และเชื่อมโยงกับตลาดเป้าหมายโดยตรงด้วยการนำเสนอข้อมูลรอบด้าน ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่า Story เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตแบบไร้ทิศทางเหมือนในอดีต

“นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว”
“เราจะต้องจัดโซนนิ่ง ว่าพื้นที่ไหนปลูกข้าวพันธุ์อะไร ชนิดอะไร แล้วเอาตลาดเข้าไปจับให้ตรงกับความต้องการ เพราะถ้าไม่มีทิศทาง เราจะไปชนกับคู่แข่งทันที”
โครงสร้างใหม่ของข้าวไทยจะถูกจัดลำดับอย่างชัดเจน ได้แก่
ข้าวพรีเมียม เน้นข้าวที่เรารับประทาน ข้าวหอมมะลิ (พื้นที่เฉพาะ 23 จังหวัด) ได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี บึงกาฬ และ ในส่วนภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และ พะเยา
ข้าวหอมไทย: เช่น ข้าวหอมปทุม และสายพันธุ์อื่น
ข้าวขาวพื้นนุ่ม: เน้นในพื้นที่ภาคกลาง เชื่อมโยง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เช่น กข43 กข85 กข87
ข้าวเหนียว: ตลาดข้าวเหนียว ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าว GAP ข้าว กข6 ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวเหนียวเขาวง
ข้าวอัตลักษณ์ (GI): เช่น ข้าวสังข์หยดพัทลุง จังหวัดพัทลุง ข้าวหอมไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“ตัวอย่างข้าวหลากหลายชนิด”
“เลิกแข่งราคา หันมาสร้าง มูลค่าเพิ่ม”
อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า หัวใจของการเชื่อมโยงตลาด คือ การยกระดับสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม แทนการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก
“ถ้าเรายังขายข้าวแมส ข้าวขาวพื้นแข็ง เราจะไปสู้เรื่องราคากับ ประเทศอินเดีย และ เวียดนาม ไม่ได้ เพราะต้นทุนไทยสูงกว่า เราต้องขยับมาทำข้าวพรีเมียม ข้าวเฉพาะ ผลิตน้อยแต่มีมูลค่าสูง”
แนวทางนี้จึงเน้น “ผลิตน้อย แต่ขายแพงขึ้น” ผ่านคุณภาพ เรื่องราว และภาพลักษณ์ของสินค้าเป็นสำคัญ
“ข้าวต้องมีสตอรี่ กุญแจสู่ตลาดพรีเมียม”
การสร้างความแตกต่างในตลาดโลก ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “เรื่องราว” ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
“ต่อไปนี้ ข้าวทุกชนิดที่จะออกสู่ตลาด ต้องมีสตอรี่ของตัวเอง บ่งบอกให้ได้ว่าดียังไง มาจากไหน มีแพ็กเกจจิ้ง มีการสื่อสาร เพื่อสร้างมูลค่าของข้าว หรือ Value Added”
แนวคิดนี้จะช่วยให้ข้าวไทยสามารถเข้าสู่ตลาดระดับสูงเช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม ร้านอาหาร Fine Dining ในต่างประเทศ
การใช้ “ข้าวอัตลักษณ์” เปิดตลาดโลก
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญ คือการใช้ “ข้าวเฉพาะถิ่น” เป็นตัวนำในการสร้างการรับรู้
“ข้าวบางสายพันธุ์ มีปริมาณไม่มาก ซึ่งมีสตอรี่ในตัว สามารถไปอยู่ในร้านอาหารระดับสูงในต่างประเทศ เช่น อเมริกา และประเทศในแถบยุโรปได้ แม้ไม่กระทบเกษตรกรทั้งประเทศ แต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ข้าวไทย”
ข้าวกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ เชื่อมโยงไปสู่ข้าวประเภทอื่นในตลาดโลก นอกจากนี้ไทยเรา จะต่อยอดการตลาดของข้าวด้วย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เพื่อรับกับเทรนด์โลก และตอบโจทย์ ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการผสมผสานระหว่าง “ข้าวพื้นนุ่ม” กับ “การผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์” จะช่วยเปิดตลาดสินค้าข้าวใหม่ และสร้างจุดขายที่แตกต่างกับข้าวไทยได้
การรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป ด้วยการเติมองค์ความรู้แนวความคิดใหม่ให้เกษตรกร
การเชื่อมโยงตลาดจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากต้นทางการผลิตยังไม่แข็งแรง โดยเฉพาะภายใต้ความท้าทายของ Climate Change
“โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม วิธีปลูกข้าวแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ ต้องใช้องค์ความรู้ใหม่ รับมือทั้งภัยแล้งน้ำท่วม และโรคแมลงรูปแบบใหม่” กรมการข้าวจึงได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ให้ความรู้แก่เกษตรกรแบบใกล้ชิด มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ระบบข้าวไทย “ครบวงจร มีตลาดรองรับ” ซึ่งแนวทางทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนแบบครบวงจร ตั้งแต่ การผลิตในแปลงนา การแปรรูป การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดและการรับซื้อ
อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า“กรมการข้าวเราจะเข้าไปดูทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้มีตลาดรองรับอย่างเป็นรูปธรรม และจะไม่มีการขายข้าวแบบไร้ทิศทางอีกต่อไป” แนวทางการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ข้าวกับตลาดของไทย กำลังเปลี่ยนจาก “ขายข้าว” ไปสู่ “ขายคุณค่า” ผ่านระบบโซนนิ่ง การพัฒนาสินค้าเฉพาะทาง การสร้างเรื่องราว และการจับคู่ตลาดอย่างแม่นยำ เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนต่อในอนาคต

“กรมการข้าวดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ คือแปลงข้าวของเกษตรกร”
